วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

การประเมินความเสี่ยงใน ISO 9001:2015

Risk Assessment ISO 9001:2015?

ISO 9001:2015 เวอร์ชั่นใหม่กับสิ่งใหม่ๆ


            หลังจากวันที่ 15 กันยายน 2016 เราก็ได้พบสิ่งใหม่ๆ สำหรับ ISO 9001:2015 ซึ่งมีหลายอย่างด้วยกัน แต่ที่จะสะดุดตาเห็นจะมีเรื่องของ การประเมินความเสี่ยง (Risk assessment) ที่ถูกนำมาใช้ และปรับปรุงข้อกำหนดเองก็เพิ่มเป็น 10 ข้อ จากสำหรับเวอร์ชั่น 2008 ที่มีเพียง 8 ข้อ และการจัดวางเรียงข้อกำหนดก็เป็นแบบเชิง Functional มากขึ้น ที่พร้อมจะประยุกต์นำไปใช้ได้กับทุกธุรกิจ

และที่สำคัญ Documents ที่ถูกระบุในรูปแบบที่ต่างกัน ก็จะลดรูปลงใช้เพียงคำว่า documented information ที่จะสื่อให้เห็นถึง documents ที่ใช้สื่อสารในระบบการจัดการได้ทั้งหมด พร้อมกับลดการบังคับให้มี (Compliance) ของ documented procedures ที่เคยบังคับไว้ใน ISO 9001:2008 จำนวน 6 procedures ด้วยกัน และ highlight ที่สำคัญคือตำแหน่ง QMR: Quality Management Representative จะไม่เป็นตำแหน่งที่เป็นทางการอีกแล้วสำหรับ version 2015

คง งงๆ และแปลกหูแปลกตากันบ้าง แต่คงไม่ต้องตกใจ เพราะยังไงก็เป็นเนื้อหาเดิมเป็นส่วนใหญ่ จะเปลี่ยนไปเยอะมากที่สุด ก็คือเรื่อง Risk assessment นั้นแหละ ส่วนเรื่องอื่นๆ จะเปลี่ยนก็ในเชิงลึกลง หรือมีเครื่องมือบางอย่างระบุให้ใช้เท่านั้นเอง

ทำไมต้องมีการประเมินความเสี่ยงใน ISO 9001:2015?


            มีคำถามว่าทำไมต้องทำ Risk assessment หรือ Risk analysis ถ้าตอบกันตรงๆก็คือ ในอดีตที่ผ่านมา ISO 9001:2008 ยังเป็นระบบ reactive คือเกิดก่อนแล้วค่อยแก้ ไม่ใช่ระบบ proactive ที่คิดไว้ก่อนว่าอะไรจะเกิดแล้วหาทางป้องกัน ด้วยการมองเห็นประโยชน์ในการใช้งาน ISO 9001:2015 จึงถูกเปลี่ยนเป็นระบบ proactive ที่ยังใช้ระบบการขับเคลื่อนแบบ PDCA เหมือนเดิม เพื่อสามารถสร้าง benefit ให้แก่ผู้นำระบบไป implement ได้มากขึ้น

ผลของการประเมิน Risk assessment จะถูกนำไปใช้เป็น prevention ของทุกกระบวนการทำงานที่มีความเปราะบาง (Vulnerability) หรือความเสี่ยง (Risk) จึงทำให้ข้อกำหนด Preventive action หายไปจากข้อกำหนดของ ISO 9001:2008 (8.5.3 Preventive action) คงเหลือแต่ข้อกำหนด Corrective action ใน ISO 9001:2015 (ข้อ 10.2 Nonconformity and Corrective action) สรุปแล้วเนื้อหาของกระบวนการทุกกระบวนการที่มีความเสี่ยง จึงต้องมีกระบวนการ prevention action เติมเต็มเข้าไปทุกกระบวนการ เราจึงเรียกว่าเป็นระบบ proactive ที่สมบูรณ์

ความเสี่ยงด้าน คุณภาพ จะประเมินกันอย่างไร?


พอมาถึงจะทำ Risk assessment แล้ว ก็คงติดปัญหาแล้วซิว่าจะเริ่มอย่างไร ก่อนหน้านั้นเราเคยทำของ ISO 14001 ซึ่งมันค่อนข้างง่าย เพราะมุมมอง (Perspectives) ของระบบ ISO 14001 นั้นกำหนดไว้เลยว่าผลกระทบกับประเด็นดังนี้
•   ประเด็นผลกระทบที่จะเกิดกับน้ำ
•   ประเด็นผลกระทบที่จะเกิดกับอากาศ
•   ประเด็นผลกระทบที่จะเกิดกับดิน
•   ประเด็นผลกระทบที่จะเกิดการใช้วัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติ
•   ประเด็นผลกระทบที่จะเกิดกับการใช้พลังงาน
•   ประเด็นผลกระทบที่จะเกิดทางด้านกายภาพ เสียง การสั่นสะเทือน การแผ่รังสี
•   ประเด็นผลกระทบที่จะเกิดกับของเสีย และผลิตภัณฑ์ข้างเคียงจากการผลิต
•   ประเด็นผลกระทบจากการใช้พื้นที่
             หากมองที่มาตรฐาน ISO 14001 แล้ว เป้าหมายในการทำ Risk assessment หรือ Aspect analysis นั้นค่อนข้างชัดเจน เป็นประเด็นไป สามารถใช้เครื่องมือใดๆ ก็ได้ที่เหมาะสมในการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้

             แต่พอหันกลับมาที่ ISO 9001:2015 ที่จะต้องทำ Risk assessment ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “คุณภาพ” ตั้งคำถามว่าประเด็นของ “คุณภาพ” มีอะไรบ้าง หลายคนนึกไม่ออก เลยไม่รู้ว่าจะไปเริ่มต้นที่ไหน ผมขอบอกเป็น trick ให้เลยครับว่า ให้ไปดูข้อ 4.1 ของข้อกำหนด ISO 9001:2015 จะมีหนึ่งคำในข้อนั้นที่เขียนระบุไว้ว่า “Intended result(s)” นั่นแหละคือเป้าหมายของการทำ Risk assessment ของ ISO 9001:2015

อะไรเป็นตัวตั้งต้นของการวัดความเสี่ยง?


        อะไรเป็นตัวตั้งต้น ที่บอกไว้คือ “intended result(s)” ที่จะหมายรวมเรื่องคุณภาพทุกอย่าง ที่ทางองค์กรกำหนดไว้ ดังนั้นการประเมินความเสี่ยงจึงจำเป็นต้องมีการ mapping ประเด็นก่อนทำการ measure ซึ่งในมาตรฐาน ISO 9001:2015 นั้นไม่ได้ระบุว่าจะต้องใช้วิธีการใดๆ ในการประเมินความเสี่ยง ให้ขึ้นอยู่กับองค์กร แต่ก็ได้อ้างอิงไปถึงมาตรฐาน ISO 3100 (Risk management) ซึ่งได้ recommended วิธีการประเมินความเสี่ยงไว้ 6 วิธีด้วยกัน ทั้งนี้ ISO 9001:2015 ไม่ได้ระบุ หรือบังคับวิธีการประเมินความเสี่ยง (method) ขึ้นอยู่กับองค์กรที่จะเลือกใช้

ต่างกันอย่างไรระหว่าง Aspect analysis กับ Risk analysis?


          โดยวิธีการถือว่าไม่ต่างกันเลย ถ้าใช้ methods เดียวกันเช่น FMEA แต่จะต่างกันก็คือ มุม (perspective) ในการวัด และเกณฑ์ (baseline) ในการตัดสินว่าจะ Actions อย่างไร เนื่องจาก ISO 14001 นั้นมี baseline ค่อนข้างชัดเจนคือ “กฏหมาย หรือกฏระเบียบ” ทำให้เราสามารถวาง baseline ในการ actions ได้ชัดเจน หากแต่ถ้าเป็นเรื่องคุณภาพ เราจะมีวีการวัด และการสร้างเกณฑ์ได้อย่างไร

ISO 31000: Risk management ได้ recommended วิธีการประเมินความเสี่ยงไว้ ประมาณ 6 วิธีการด้วยกันคือ

•   Questionnaire and checklist
•   Workshop and brainstorm
•   Inspection and audit
•   Flowchart and dependency analysis
•   HAZOP and FMEA approach
•   SWOT and PESTLE analysis

จึงเป็นปัญหาของทุกคนที่กำลังจะ Implement มาตรฐาน ISO 9001:2015 เวอร์ชั่นใหม่ว่าจะทำอย่างไรกันต่อไปครับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

SWOT Analysis

SWOT Analysis ได้ชื่อว่าเป็น framework การวิเคราะห์ธุรกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ปัจจุบันถูกนำมาสอนอย่างแพร่หลายในวิชาเรียนระดับมหาวิทยาลัย ด้วยความเป็นรูปแบบตารางสี่ช่องที่เข้าใจง่าย และยังเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้ผู้วิเคราะห์สามารถรวบรวมปัจจัยสำคัญต่อธุรกิจได้

          แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบคือแท้จริงนั้น SWOT Analysis สามารถมีรูปแบบการประยุกต์ที่ทำให้วิเคราะห์ได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และช่วยให้เปรียบเทียบสองธุรกิจได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ต่างจากรูปแบบดั้งเดิมที่การเปรียบเทียบต่างธุรกิจนั้นอาจจะไม่ชัดเจนพอ  บทความนี้จะเป็นการแนะนำวิธีการทำ SWOT Analysis ในขั้นสูง 

          ทบทวน SWOT Analysis ขั้นพื้นฐาน

SWOT เป็นการวิเคราะห์ 4 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ประกอบไปด้วย

        ปัจจัยภายในองค์กรนั้นๆ ได้แก่    

     Strengths (S) จุดแข็งขององค์กรเป็นข้อดีที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในบริษัท เช่น จุดแข็งด้านการเงิน จุดแข็งด้านการผลิต     
    Weaknesses (W) จุดอ่อนขององค์กรคือปัจจัยที่องค์กรเป็นรองต่อคู่แข่ง เช่น จุดอ่อนด้านปริมาณบุคลากร ซึ่งถือเป็นข้อด้อย

         ปัจจัยภายนอก ได้แก่    

     Opportunities (O) โอกาสทางธุรกิจ เป็นข้อดี
     Threats (T) ปัจจัยเสี่ยงทางธุรกิจ เป็นข้อด้อย

           วิธีทำวิธีทำนั้นง่ายนิดเดียว ก็คือการลิสต์นั่นเอง เขียนลิสต์ออกมาจุดแข็งของเราได้แก่อะไรบ้าง จุดอ่อนของเราได้แก่อะไรบ้าง ธุรกิจของเราน่าสนใจเพราะมีโอกาสอะไรอยู่รอบตัว ธุรกิจเรามีอะไรที่เป็นความเสี่ยงบ้าง



swot-analysis

ได้ออกมาแล้วยังไงต่อ?

          SWOT Analysis ช่วยกระตุ้นให้คุณคิด จะได้ไม่พลาดปัจจัยสำคัญๆ เมื่อวิเคราะห์เสร็จแล้วคุณต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากจุดแข็งและโอกาส พยายามหาทางลดจุดอ่อนหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณต้องระลึกไว้และไม่พลาดพลั้ง


CASE STUDY: ตัวอย่าง SWOT Analysis ของ Uber


Strengths จุดแข็ง

-ราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับแท็กซี่ทั่วไป
-มาตรฐานการบริการที่มีคุณภาพ โดยคนขับรถทุกคนและรถทุกคัน---ผ่านการตรวจสอบ นอกจากนี้มี Uber Black เป็นอีกขั้นหนึ่งของการบริการที่สูงขึ้น
-ไม่มีอู่รถ จำนวนรถและคนขับสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างไม่จำกัด
-ธุรกิจมีความเป็นอิสระ ไม่ต้องมีกฏเกณฑ์หรือข้อจำกัดใดๆในแบบของแท็กซี่ทั่วไป
-คนขับรถ Uber ไม่ใช่พนักงานประจำ บริษัทจึงไม่ต้องรับผิดชอบดูแลเหมือนพนักงานประจำ
-มีค่าดำเนินงานที่ต่ำ ให้ลูกค้าและคนขับรถเป็นฝ่ายติดต่อกันเองโดยตรง
-ระบบของ Uber สร้างอิสระให้แก่คนขับ คนขับสามารถทำงานในเวลาใดก็ได้ที่ต้องการ

Weaknesses จุดอ่อน

-เป็นไอเดียที่สามารถลอกเลียนแบบได้เพราะไม่ใช่พนักงานประจำ --ระดับความภักดี (Loyalty) ที่คนขับมีต่อ Uber จึงเรียกได้ว่าค่อนข้างต่ำ
-ระดับความภักดี (Loyalty) ที่ลูกค้ามีต่อ Uber ไม่สามารถควบคุมได้นักเมื่อเทียบเป็นครั้ง คนขับรถได้รับค่าจ้างขับรถน้อยกว่าการเป็นแท็กซี่

Opportunities โอกาส

ลูกค้าส่วนมากมีปัญหากับระบบแท็กซี่ทั่วไป ทั้งเรื่องราคาที่ค่อนข้างสูง และสถานการณ์การเรียกรถแท็กซี่ไม่ได้เพราะไม่มีหรือถูกปฏิเสธ
เป็นโมเดลที่สามารถขยายไปยังต่างประเทศ รวมถึงประเทศใหญ่ๆได้ เช่น อินเดีย ซึ่งการบริการแท็กซี่นั้นยังไม่มีคุณภาพ
นอกจากนี้ยังสามารถขยายไปยังพื้นที่นอกเมืองได้ เพราะพื้นที่นอกเมืองนั้นไม่มีแท็กซี่บริการ
ยิ่ง Uber มีปริมาณคนขับมากเท่าไร ระยะเวลาในการรอรถก็ยิ่งลดลง Uber ก็จะยิ่งน่าใช้มากขึ้น และเมื่อมีลูกค้ามากขึ้น นอกจาก Uber จะได้รับประโยชน์แล้ว คนขับรถเองก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน
สามารถต่อยอดเกิดเป็นบริการเสริมได้ เช่น บริการรับส่งผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล บริการรับส่งเด็กไปโรงเรียน

Threats ความเสี่ยง

คนขับรถได้รับส่วนแบ่งค่าตอบแทนที่ไม่สูง ซึ่งอาจจะทำให้คนขับรถไม่อยากเข้าร่วม Uber
กฏระเบียบในบางประเทศ เช่น เยอรมนี ไม่ยอมรับ Uber
หากมีการแข่งขันที่สูงขึ้น จะยิ่งนำมาสู่ราคาที่ลดลง ซึ่งหากราคาถูกไป คนขับรถจะไม่พอใจ และหากราคาแพงไป ลูกค้าก็จะไม่พอใจแทน
หากคนขับรถบริการไม่ดีหรือมีการฉ้อโกงเกิดขึ้น จะนำความเสียหายมาสู่แบรนด์
หากตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนเองได้ (Self-driving cars) เช่น Google Cars ได้รับความนิยม จะทำให้ลูกค้าไม่มีความต้องการบริการคนขับรถ
เทคนิคการเขียน SWOT Analysis ที่ดี
เขียนความเป็นจริง ไม่ใช่ความคิดเห็น และระวังไม่ให้มีอคติ
จุดแข็งหรือจุดอ่อนไม่ใช่ปัจจัยลอยๆ แต่ควรมีความเกี่ยวข้องกับคู่แข่งหรือการแข่งขัน
ในการเขียนควรเขียนให้จำเพาะเจาะจงที่สุด เช่น จากเดิมที่เขียนว่าจุดเด่นคือ แบรนด์ขององค์กรที่มีความแข็งแรง ให้เขียนว่า แบรนด์ขององค์กรมีความแข็งแรง “โดยมีมูลค่า 10 พันล้านเหรียญ” “ซึ่งครองตำแหน่งที่หนึ่งในตลาด”
ปัจจัยควรเกี่ยวข้องกับผลจากการกระทำ เช่น เป็นผู้เล่นที่เข้ามาในตลาดช้า เป็นต้น

ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

Strengths (จุดแข็ง)

-เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าเป็นอันดับที่สองของโลก โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 76 พันล้านเหรียญ
-รายได้ที่หลากหลาย จาก 5 แบรนด์ย่อย แต่ละแบรนด์ย่อยสร้างรายได้มากกว่า 4 พันล้านเหรียญ
-เป็นเจ้าของสิทธิบัตรจำนวนมาก มากกว่า 15,000 สิทธิบัตร

Weaknesses (จุดอ่อน)

-มีการลงทุนใน R&D ต่ำกว่ามาตรฐานในอุตสาหกรรม
-มีหนี้สินสูง (3 พันล้านเหรียญ)

Opportunities (โอกาส)

อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเหลือ 1%
มีเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงอีก 20%
เศรษฐกิจที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นอีก 4% ในปีหน้า

Threats (ความเสี่ยง)

ตลาดคาดการณ์ว่าจะโตขึ้นเพียง 1% ในปีหน้า
การเข้าสู่ยุคประชากรผู้สูงอายุ
     จะพบว่าการเขียนนั้นอ้างอิงจากความเป็นจริงมากกว่าความคิดเห็น มีการใช้ตัวเลขที่ชี้เจาะจง และมีการพูดอ้างอิงเปรียบเทียบการตลาดหรือคู่แข่ง ถึงแม้ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกข้อจะสามารถเขียนเจาะจงได้ (เช่น ความเสี่ยงข้อที่สองในตัวอย่าง) แต่หากสามารถเขียนได้ตามไกด์ไลน์ จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ได้ชัดเจนและสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

SWOT Analysis ขั้นสูง

ข้อจำกัดของ SWOT ทั่วไป
     จากตัวอย่าง SWOT ของ Uber พบว่าเราได้รับลิสต์จำนวนมากทั้งสี่ด้าน การที่เราลิสต์จุดอ่อนได้จำนวนน้อยกว่าอาจจะไม่ได้แปลว่าธุรกิจนี้แข็งมากกว่าอ่อน เพราะความจริงอาจจะมีจุดอ่อนที่สำคัญมากๆ ในขณะที่จุดแข็งเป็นจุดแข็งที่ไม่ได้สำคัญมากก็ได้

เพิ่มมุมมองในการวิเคราะห์ด้วยเรตติ้ง

     จากนี้ไปเราจะมาดูวิธีการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งขึ้นมาอีกขั้น ซึ่งได้มีการนำเสนอโดยเว็บไซต์ strategicmanagementinsight  นั่นคือการใส่คะแนนเรตติ้ง เพื่อช่วยให้เราทราบว่ารายการไหนเป็นรายการที่สำคัญจริงๆ วิธีวัดเรตติ้งสามารถทำได้โดย

 เรตติ้ง = ค่าความสำคัญ x ค่าความจริง

ค่าความสำคัญ: 

     ปัจจัยที่คุณเขียนมา มันสำคัญหรือมันส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากแค่ไหน เช่น หากจุดอ่อนคือการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทั้งๆที่คุณกำลังทำบริษัทเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นี่จะเรียกว่าเป็นจุดอ่อนที่มีความสำคัญสูง หรือหากจุดแข็งของคุณคือการมีช่องทางจัดจำหน่ายจำนวนมากทั่วประเทศ แต่กลุ่มลูกค้าของคุณไม่ใช่กลุ่มคนต่างจังหวัด นี่ก็ถือว่าเป็นจุดแข็งที่ยังไม่สำคัญมาก เป็นต้น

ค่าความจริง: 

     หากเป็นปัจจัยภายนอกอย่างโอกาสและความเสี่ยง ค่าความจริงนั้นหมายถึงโอกาสที่ปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะส่งผลกระทบขึ้นมาจริงๆกับธุรกิจของคุณ
     และหากเป็นปัจจัยภายใน ค่าความจริงหมายความว่าจุดแข็งนี้เป็นจุดแข็งจริงๆที่คุณมั่นใจว่าสามารถรักษาได้ หรือจุดอ่อนนี้เป็นจุดอ่อนที่ธุรกิจของคุณยังอ่อนมากจริงๆ

ตัวอย่างวิธีทำ


ลองใส่เลขค่าความจริงกำกับปัจจัยต่างๆ เป็นตัวเลขตั้งแต่ 1 ( ค่าความจริงน้อย) ถึง 3 (ค่าความจริงมาก) ส่วนค่าความสำคัญนั้น ให้ใส่เป็นบาลานซ์น้ำหนักให้บวกรวมกันได้ 100 ใน Strengths และ Weaknesses และบวกรวมกันได้ 100 ใน Opportunities และ Threats

หมายเหตุ: ผู้เขียนไม่ได้แปลเนื้อหาในแต่ละรายการ เนื่องจากเป็นเพียงตัวอย่างสมมติ และต้องการให้ผู้อ่านเห็นวิธีการนำค่าความสำคัญ ค่าความจริง มาใช้คำนวณเรตติ้งเท่านั้น

     จากตัวอย่างนี้จะพบว่าบริษัทนี้มีเรตติ้งของจุดแข็งมากกว่าจุดอ่อนเล็กน้อย ในขณะเดียวกันก็มีเรตติ้งของความเสี่ยงมากกว่าโอกาสเล็กน้อย
     และเมื่อดูเรตติ้งของแต่ละรายการก็จะทราบได้ว่าจุดแข็งไหนเป็นจุดแข็งที่แข็งแกร่งมาก จุดอ่อนไหนเป็นจุดอ่อนที่อ่อนมาก โอกาสไหนเป็นโอกาสที่ส่งผลมาก ความเสี่ยงไหนเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลมาก เป็นต้น  นี่เองจะช่วยให้คุณวิเคราะห์ธุรกิจได้อย่างสมเหตุสมผลอิงกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น
advanced swot1
advanced swot2

ตัวอย่าง Advanced SWOT นั้นค่อนข้างหาได้ยาก แต่ยังมีตัวอย่าง SWOT Analysis แบบดั้งเดิมให้ศึกษามากกว่า 20 กิจการที่เว็บไซต์ cayenneapps.co
m 

วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

ลดพุงผู้ชาย เพิ่มกล้ามหน้าท้องสร้างซิกแพค

วิธีลดพุงผู้ชาย เพิ่มกล้ามหน้าท้องสร้างซิกแพคให้ฟิตปั๋งแบบนักมวย ด้วยท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ทำได้เองที่บ้าน ด้วยเทคนิคที่นักมวยมืออาชีพนิยมใช้

คำแนะนำเพิ่มเติม : สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มฝึกใหม่ ๆ ให้ทำทั้งหมด 3 เซต โดยเซตหนึ่งจะมีทั้งหมด 9 ท่า ทำท่าละ 30 ครั้ง แต่ในส่วนของ 3 ท่าสุดท้ายที่เป็นเซตท่าแพลงก์ ให้นับในใจตั้งแต่ 1-30 ช้า ๆ (หรือประมาณ 30 วินาทีต่อท่า) โดยห้ามพักระหว่างเซตจนกว่าจะครบ

วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

ไขมันทรานส์คือการมีไฮโดนเจนในน้ำมันไม่อิ่มตัว

           ตอนนี้กระแสเรื่องไขมันทรานส์กำลังมาแรง ตั้งแต่อเมริกาประกาศควบคุมการใช้ไขมันทรานส์ (จริงๆ เขาประกาศมาสักพักแล้ว แต่ที่ไทยเพิ่งมาตื่นตูมกันช่วงนี้) สังเกตได้จากถ้าไปร้านค้าเบเกอรี่ทั่วไป แทบไม่มีการใช้มาการีนแทนเนยเลย ส่วนมากจะใช้น้ำมันพืชแทนทั้งนั้น
              1- แล้วน้ำมันพืชมีไขมันทรานส์ไม่ใช่หรือ?
              2-น้ำมันอะไรดีสุด?
              4-น้ำมันมะพร้าวดีแค่ไหน
              5-กระแสพวกนี้มาจากไหน มาได้ยังไง?

มารู้จักไขมันทรานส์กันก่อน
ไขมันทรานส์คืออะไร คือน้ำมันพืชหรือเปล่า ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่เลย
               ไขมันทรานส์คือการมีไฮโดนเจนในน้ำมันไม่อิ่มตัว สามารถเกิดได้ 2 วิธีคือจากโรงงานโดยการเติมไฮโดรเจนลงไป (hydrogenated) เช่นการทำเนยขาวและมาการีน อีกวิธีคือการเอาน้ำมันพืชมาตั้งไฟให้ผ่านความร้อนสูงๆ จนเกิดไขมันทรานส์ขึ้นมา

เจอไขมันทรานส์ได้ที่ไหนบ้าง
            1. เบเกอรี่ที่ไม่ใช้เนย (แต่ใช้มาการีน) ซึ่งบอกได้เลยว่าที่ไทย เบเกอรี่หลายที่นิยมใช้มาการีนเพราะราคาถูกมากกก
            2. อาหารทอด ถึงจะใช้น้ำมันพืชที่แต่เดิมไม่มีไขมันทรานส์แต่เพราะโดนความร้อนสูงๆ ก็เลยเกิดไขมันทรานส์ ซึ่งน้ำมันพืชแต่ละชนิดมีจุดเดือดแตกต่างกันค่ะ
            3. น้ำมันพืชที่มีการเติมไฮโดรเจนจะรู้ได้ไง มีสองทางคือลองมองหาคำว่า hydrogenated ดูสิ หรือลองอ่านฉลากตรงคำว่าไขมันทรานส์ แต่น้ำมันพืชโดยทั่วไปจะไม่ค่อยเติมไฮโดรเจนเท่าไหร่ เพราะจะเติมไปเพื่อ? แต่จริงๆ แล้วไขมันจากสัตว์นี่แหละค่ะ มีไขมันทรานส์ด้วย แต่มีในปริมาณน้อย
          ฉะนั้นน้ำมันพืชไม่ได้อันตรายในเรื่องของไขมันทรานส์เลย ถ้าเราเลือกซื้อน้ำมันพืชที่ไม่มีการ hydrogenated และไม่ได้เอามันมาผ่านความร้อนสูงๆ ก็มั่นใจได้ว่าไม่มีไขมันทรานส์
น้ำมันพืชกับน้ำมันหมู อะไรดีกว่ากัน
ก่อนจะตัดสินว่าอะไรดีกว่ากันเรามารู้จักไขมัน 2 ประเภทกันก่อน
         1. ไขมันอิ่มตัว
         2. ไขมันไม่อิ่มตัว
              เราคงเคยเรียนมาแต่เด็กแล้วว่าไขมันอิ่มตัวเป็นสิ่งไม่ดี ความน่ารักของไขมันอิ่มตัวก็มีคือมันจะไม่เหม็นหืน (เก็บได้นาน) สังเกตได้จากพวกที่ตั้งอยู่ในอุณหภูมิห้องแล้วจะเป็นของแข็ง ซึ่งอันตรายของไขมันอิ่มตัวก็คือจะเพิ่มระดับคอเรสเตอรอลและ LDL ให้สูงขึ้นค่ะ (เดี๋ยวอธิบาย LDL ด้านล่าง) พบได้จากไขมันสัตว์เช่นเนย ไขมันหมู ฯลฯ
              
          ส่วนไขมันไม่อิ่มตัวจะเป็นของเหลว หรือน้ำมันพืชทั่วไปนั่นแหละ ซึ่งถามว่าน้ำมันพืชมีไขมันอิ่มตัวไหม ก็มีค่ะ แต่ไม่มากเท่าไขมันจากสัตว์และน้ำมันพืชแต่ละชนิดก็มีไขมันอิ่มตัวไม่เท่ากันด้วย น้ำมันพืชที่มีไขมันอิ่มตัวเยอะๆ ก็เช่นน้ำมันปาล์ม กะทิและน้ำมันมะพร้าวค่ะ
****แต่น้ำมันปาล์มแนะนำให้เอามาใช้ทอดอาหาร เพราะจุดเดือดสูง จะมีโอกาศเป็นไขมันทรานส์ได้ยากกว่าน้ำมันพืชอย่างอื่นจ้า**** (แต่จริงๆ ใช้น้ำมันรำข้าวทอดอาหารจะดีกว่าค่ะ)

           สรุปคือ น้ำมันหมูมีไขมันอิ่มตัวเยอะมากกว่าน้ำมันพืช และไขมันอิ่มตัวก็เป็นตัวการทำให้คอเรสเตอรอลสูงค่ะ ในขณะที่ไขมันไม่อิ่มตัวช่วยลดคอเรสเตอรอลได้จ้า

ทำไมคุณตาคุณยายก็กินน้ำมันหมูมาทั้งชีวิตไม่เห็นเป็นอะไรเลย
                 เราต้องเข้าใจก่อนว่าการเพิ่มและลดของคอเรสเตอรอลเกิดได้จากหลายปัจจัยมาก ทั้งชนิดที่กิน ปริมาณที่กินและกิจกรรมในแต่ละวัน บางคนกินแต่น้ำมันพืชแต่คอเรสเตอรอลสูงก็มี บางคนกินน้ำมันหมูแต่คอเรสเตอรอลต่ำก็เป็นได้
                เอาตัวอย่างใกล้ตัวก็บ้านเราเองตายายบ้านเราก็กินน้ำมันหมูมาเกินครึ่งชีวิต แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องคอเรสเตอรอลเลย (ตอนนี้เปลี่ยนมากินน้ำมันพืชแล้วก็ไม่มีเหมือนเดิม) แต่บ้านเรากินอาหารทอดน้อยมาก มีก็ทอดปลาทอดกันเอง ไม่ได้กินเบเกอรี่หรืออาหารฝรั่งเยอะ (มื้อเช้ายังกินข้าวกับกับข้าวอยู่เลย) ที่สำคัญคือทำอาหารกินเองทั้งบ้านค่ะ
                การทำวิจัยเรื่องนี้มันต้องทำระยะยาวซึ่งทำยากมาก ใช้เวลานานแล้วที่สำคัญคือมีตัวแปรที่ทำให้ได้ผลไม่ตรงเยอะมาก แต่ผลวิจัยที่มีแน่ๆ ก็คือน้ำมันหมูมีไขมันอิ่มตัวเยอะ และไขมันอิ่มตัวทำให้คอเรสเตอรอลสูงค่ะ สูงยังไง รออ่านข้างล่างเลย

เคยได้ยินชื่อ HDL กับ LDL ไหมคะ
             ใครเคยไปตรวจไขมันในเลือดก็มักเจอสองค่านี้เสมอว่าแต่เอ๊ะ มันคืออะไร ฟังดูคล้ายๆ กัน จะเล่าให้ฟังเราจะรู้จักมันในชื่อของไขมันดี Vs ไขมันตัวร้าย
           LDL หรือจำง่ายๆ ว่า Lower for better คือยิ่ง Low ยิ่งน้อยยิ่งดี
           HDL หรือ Higher for better ยิ่งมีเยอะยิ่งดี 
               
               เจ้า LDL หรือไขมันตัวร้ายเนี่ย มันจะทำหน้าที่ขนคอเรสเตอรอลออกมาล่องลอยในกระแสเลือด พอมีคอเรสเตอรอลในกระแสเลือดเยอะๆ มันก็จะก่อผนังทำให้หลอดเลือด แข็ง ตีบ อุดตัน จนหลายเป็นโรคความดันสูงแล้วก็เกิดหัวใจขาดเลือดได้ค่ะ
น่ากลัวป่ะล่ะ แล้วอาหารชนิดไหนที่มีทำให้เกิด LDL สูง หลักๆ ก็คือไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวนั่นเอง

               ส่วน HDL ดียังไง มันทำหน้าที่ตรงข้ามกับ LDL เลยคือ กันไว้ไม่ให้ไขมันมาเกาะตามหลอดเลือดเรา

กินอะไรถึงเพิ่ม HDL ?
      คำตอบคือ แทบไม่มีอาหารชนิดไหนที่กินปุ๊บแล้วเพิ่ม HDL ได้เลย (จริงๆ ก็มีเดี๋ยวบอกข้างล่าง) แต่ข่าวดีคือร่างกายของเราสร้างมันขึ้นมาเองได้ค่ะ ง่ายๆ คือการ….ออกกำลังกายแล้วก็งดสูบบุหรี่ค่า ที่สำคัญคือต้องระวังไขมันทรานส์ให้ดี เพราะไขมันทรานส์จะลด HDL ให้ต่ำลง

สรุปคือ
      ไขมันทรานส์เพิ่ม LDL (ไขมันเลว) ลด HDL (ไขมันดี)
      ไขมันอิ่มตัว เพิ่ม LDL (ไม่ยุ่งกับ HDL)
นี่คือเหตุผลที่ทำไขมันทรานส์ร้ายกว่าไขมันอิ่มตัว

คอเรสเตอรอลมาจากไหน
             ถ้ากินตรงๆ ก็มาจากไขมันสัตว์ น้ำมันหมู เนย อะไรนี่คอเรสเตอรอลเต็มๆ (แต่พวกมาการีนไม่มีคอเรสเตอรอลนะ) สมัยที่ออกมาใหม่ๆ คนยังไม่รู้จักไขมันทรานส์ คนก็เลยไปกินมาการีนกันเยอะ เพราะหนีคอเรสเตอรอล
             นอกจากนี้ ร่างกายเรายังสร้างคอเรสเตอรอลขึ้นเองได้ด้วยนะ ง่ายๆ คือถึงเราไม่ได้กินคอเรสเตอรอลโดยตรง ร่างกายเราก็สังเคราะห์ขึ้นมาได้เอง

ประโยชน์ของไขมันไม่อิ่มตัว
               ไขมันไม่อิ่มตัวจะช่วยลดคอเรสเตอรอลในกระแสเลือดได้ เห้ยยิ่งกินไขมันยิ่งลดไขมันทำได้หรอ ทำได้สิคะ (แต่ไม่ใช่ว่ากินเยอะแบบอลังการงานสร้างนะ 55)
ไขมันไม่อิ่มตัวพบได้ในน้ำมันพืชตั้งแต่น้ำมันมะกอก มันรำข้าว อะโวคาโด้ ไขมันจากอาหารทะเล (แซลมอน ทูน่า) ถั่วต่างๆ ขอตัดมะพร้าวออกนะคะ เพราะไขมันอิ่มตัวเยอะเกิน

ไขมันไม่อิ่มตัว เราแบ่งได้เป็น 2 อย่างย่อยอีกคือ
           1. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียว : ตัวนี้เป็นนางฟ้าเลยคือช่วยลด LDL (ไขมันตัวร้าย) และเพิ่ม HDL หรือไขมันดี
           2. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน : ตัวนี้เป็นรถขนขยะชั้นดีเลยค่ะ คือลดทั้ง LDL ไขมันตัวร้ายและ HDL ไขมันดี ขนไปทิ้งหมดเลย 55
              ซึ่งบอกก่อนว่าน้ำมันส่วนมากมีทั้งเชิงเดี่ยว เชิงซ้อนผสมกันไป ที่มีเชิงเดี่ยวมากหน่อยก็เช่นน้ำมันมะกอก Canola Oil และพวกถั่วต่างๆ ส่วนน้ำมันพืชที่เหลือที่เรานิยมใช้กันทั่วไปก็จะมีเชิงซ้อนสูงหน่อยค่ะ

ตกลงกะทิ/ น้ำมันมะพร้าวมีคอเรสเตอรอลหรือเปล่า
           ไม่มีค่ะ เถียงได้เลยว่าไม่มีแต่มีไขมันอิ่มตัวถ้ากินมากเกินไปจะทำให้ตับผลิต LDL (ไขมันเลว) ออกมาจ้า แต่ก็มีงานวิจัยออกมาสนับสนุนว่าน้ำมันมะพร้าวทำให้ HDL สูงขึ้นเช่นกัน
โอ๊ยปวดหัว จะเลือกกินอะไรดี

ไม่กินน้ำมัน ไขมันเลยได้ไหม
ตอบคือ ไม่ได้ค่ะ
                ไขมันหรือน้ำมัน มีประโยชน์หลายอย่าง เช่นใช้สร้างฮอร์โมน ใครเคยกินอาหารแบบไม่มีไขมันเลยไปนานๆ ก็จะเหี่ยวๆ ได้ ไม่ได้เหี่ยวผอมแบบสวยนะ เหี่ยวแบบโทรมๆ ต่อมาคือมีวิตามินหลายชนิดเช่น A D(บำรุงกระดูก) E(ทำให้สวย) ที่ละลายในไขมัน ถ้าไม่กินไขมัน ร่างกายก็ใช้วิตามินพวกนี้ไม่ได้เต็มที่

แล้วจะเลือกกินน้ำมัน ไขมันยังไงดี
                อันดับแรก ตัดไขมันทรานส์เพราะเป็นตัวอันตรายที่สุด การตัดไขมันทรานส์ไม่ใช่การเลิกกินน้ำมันพืชแต่คือการเลิกกินของทอด/ อาหารที่ใช้ hydrogenated oil และเบเกอรี่ที่ไม่มีทางรู้ว่าใช้เนยหรือมาการีน (อย่าคิดว่ามีกลิ่นเนยแล้วต้องใส่เนยเสมอไป ใส่มาการีนเติมกลิ่นเนยก็ทำได้ค่ะ) เช่นคุกกี้เนย แท้จริงแล้วอาจเป็น คุกกี้มาการีนเติมกลิ่นเนย
               อันดับต่อมาคือการลดไขมันอิ่มตัว มันไม่ถึงกับต้องเลิกไปเลย แต่อย่ากินเยอะ พวกมันหมู เนย กะทิ พะโล้ นานๆ กินน้อยๆ ก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายแย่จร้า
               ส่วนน้ำมัน เลือกใช้ตามลักษณะการใช้งานค่ะ ถ้าทำกินดิบ Extra virgin Olive Oil ดีที่สุด แพงที่สุด 55 แต่ระวังอย่าให้เขาเจอความร้อนสูงนะคะ ถ้าเอาไปผ่านความร้อนสูงมากจนน้ำมันไหม้จะเกิดไขมันทรานส์ ทีนี้ละ แย่กว่าเนยหรือน้ำมันหมูอีก
แต่จาก Harvard และ John Hopskin ทั้งคู่บอกว่าน้ำมันที่ดีที่สุดคือ Olive Oil และ Canola Oil ค่าาาา ไปอ่าน Q&A ของฮาร์วาร์ด public health เขาก็เขียนว่ายังไง Olive Oil ก็แนะนำมากกว่าน้ำมันมะพร้าวค่ะ
              ในขณะที่น้ำมันมะพร้าวเพิ่ม LDL และอาจเพิ่ม HDL ด้วยแต่น้ำมันมะกอกเพิ่ม HDL และลด LDL จ้า ที่สำคัญคือจุดเดือดของน้ำมันมะพร้าวอยู่ต่ำกว่าน้ำมันมะกอกอีกค่าา ง่ายๆ คือมีไหม้และแตกตัวง่ายกว่าค่ะ
ส่วนตัวเราใช้น้ำมันมะกอกทำกับข้าวค่ะ ไม่กินของทอดอยู่แล้ว รอดตัวไป :))

ทำไมถึงมีผลวิจัยใหม่ๆ เนื้อหากลับไปกลับมาออกมาตลอด
               ต้องเข้าใจอย่างหนึ่ง ว่าในอเมริกาแม้จะเป็นประเทศที่เหมือนจะเชื่อถือได้เยอะมาก แต่งานวิจัยรวมถึงนักวิจัยเองก็ได้รับการสนับสนุนหรือถูกจ้างโดยบริษัทใหญ่ๆ ให้ทำวิจัยออกมา (ในไทยก็มี คนใกล้ตัวเคยเจอ) ก็แน่นอนว่าต้องออกมาเพื่อสนับสนุนบริษัทที่จ่ายเงินให้
                เทอมที่แล้วเราเรียน Nutrition อาจารย์ยังเตือนเลย ว่าอ่านงานวิจัยให้อ่านดีๆ ว่าใคร Funding ใครเป็นสปอนเซอร์ ฯลฯ (อาจารย์เราเรื่องมุมมืดของงานวิจัยให้ฟังเยอะมาก จนเพื่อนในห้องที่เป็นคนอเมริกันยังอึ้ง แต่เราจำไม่ค่อยได้แล้ว)
                 อย่างกระแสน้ำมันมะพร้าวตอนนี้ ส่วนตัวเราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรนะคะ แต่มองดูก็พอเห็น ว่างานวิจัยเมืองนอก (อเมริกา) ที่ออกมาโครมๆ ว่าดี      ใครได้ประโยชน์ ในเมืองไทยอาจเห็นไม่ชัดเพราะกะทิเป็นของพื้นบ้าน ไม่ได้มีแบรนด์ แต่ในอเมริกานี่ชัดเจนมาก ส่วนตัวเราก็ไม่ได้ฟันธงร้อยเปอร์เซนต์นะคะ ว่าน้ำมันอื่นๆ ดีกว่าน้ำมันมะพร้าว แต่ถ้าเราเลือกซื้อ เราก็ไม่ซื้อค่ะ ไขมันอิ่มตัวเยอะเว่อร์มาก ยังหาเหตุผลมาจูงใจให้ตัวเองซื้อไม่ได้ค่ะ
สำหรับเรา
                  น้ำมันมะพร้าวมีไขมันอิ่มตัวสูง / ไขมันอิ่มตัวทำให้ LDL สูง/ LDL ไม่ดีเพราะนำพาไขมันให้ไหลตามหลอดเลือด แล้วก็จะอุดตันค่ะ เช่นเดียวกับน้ำมันหมูจ้า
                  ปล. โพสนี้พูดถึงแต่เรื่องไขมัน / กรดไขมัน ล้วนๆ ไม่ได้พูดถึงสารอย่างอื่น เช่นน้ำมันมะพร้าวตอนนี้ก็บอกว่ามีสารนู่น สารนี่ ที่ดีต่อสุขภาพค่ะ
                 ปล2. คุณหมอ/ นักโภชนาการ / นักวิทยาศาสตร์สายชีวเคมี ที่เรารู้จัก ก็ยังไม่เคยเจอใครเลือกซื้อน้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันมะกอกนะคะ ยิ่งไปกินน้ำมันหมูแทนน้ำมันพืชยังไม่เคยเจอค่ะ
                 ปล3 ไม่ได้มีปัญหากับน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันหมูนะคะ ที่บ้านไม่ได้ขายน้ำมันพืชด้วยค่ะ 55


เนื้อหาเกือบทั้งหมด อ้างอิงจากเลคเชอร์ของอาจารย์วิชา Nutrition ของเรา (อาจารย์จบ Nutrition science จาก UC berkeley และ ป.โทด้านโภชนาการจาก Tufts Univeristy) และอาจารย์ภาควิชาชีวเคมี ม.มหิดลค่ะ

ประโยชน์ของการกินไข่

10 คุณประโยชน์ของการกินไข่

ไข่เป็นแหล่งของโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย เต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิดรวมทั้งวิตามิน A B12 D E โฟเลต ซีลีเนียม และโคลีนและนี่คือ 10 คุณประโยชน์ของการกินไข่

1. ช่วยเพิ่มพลังสมอง
ไข่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 กรดไขมัน วิตามินบี 12 วิตามิน D และโคลีน ที่มีประโยชน์สำหรับสุขภาพสมอง โคลีนเป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ บำรุงเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท จะช่วยเพิ่มหน่วยความจำและพลังทางปัญญาของคุณอีกทั้ง วิตามินบี 12 ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของสมอง มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่ าการขาดสารอาหารนี้อาจนำไปสู่การหดตัวของสมองซึ่งก่อให้เกิดโรคอัลไซเมและภาวะสมองเสื่อม

2. ช่วยในการลดน้ำหนัก
ไข่เป็นอาหารเช้าที่ได้รับความนิยมในการลดน้ำหนักเพราะนอกจากจะให้พลังงาน ไข่ยังทำให้รู้สึกอิ่ม โปรตีนในไข่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง นักโภชนาการพบว่ามีโปรตีนในไข่ช่วยบรรเทาความหิวได้ดีกว่าโปรตีนชนิดอื่น ๆ

3. บำรุงสายตา
ไข่เป็นแหล่งของลูทีน มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า สารเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากในการป้องกันการเสื่อมสภาพและลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจก สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างเรตินาของคุณ และยังช่วยปกป้องดวงตาของคุณจากความเสียหายจากสารอนุมูลอิสระและรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ลูทีนยังพบในผักใบเขียวชนิดอื่นๆ

4. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ
ไข่เป็นอาหารที่ดีสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ เพราะมีโปรตีนสูงซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มอาหารสร้างกล้ามเนื้อ ไข่ขาวจะมีโปรตีนที่เอื้อให้เกิดการดูดซึมโปรตีนในร่างกายและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ

5. ช่วยปรับสมดุลอารมณ์
ไข่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 สามารถช่วยคลายความตึงเครียด อีกทั้งยังมีวิตามินบีอื่น ๆ เช่นวิตามิน B6 และโฟเลตที่ส่งเสริมจิตใจและอารมณ์ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าไข่จะช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าได้อีกด้วย

6. บำรุงสุขภาพผมและเล็บ
ผมและเล็บต้องการโปรตีนในปริมาณที่สูง ไข่สามารถช่วยให้ผมและเล็บมีสุขภาพดี ทำให้เส้นผมของคุณเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่นคุณสามารถผสมน้ำมันมะกอกกับไข่ดิบใช้หมักบนเส้นผม 30 นาทีแล้วล้างออก ผมจะนุ่มและมีสุขภาพดี ควรใช้ 2-3 ครั้งต่อเดือน

7. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
การศึกษาโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้าพบว่า ไข่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีแนวโน้มที่จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งและป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไข่แดงกรดอะมิโนที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การบริโภคไข่เป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมได้ เพราะมีโคลีนที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเซลล์

8. ส่งเสริมสุขภาพการตั้งครรภ์
ไข่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับรับประทานในระหว่างการตั้งครรภ์ นอกเหนือจากการให้สารอาหารที่เพียงพอแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตและโรคเรื้อรังต่อทารกในครรภ์ โคลีนเป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์และช่วยป้องกันการเกิดข้อบกพร่องต่างๆ

9. เสริมสร้างกระดูก
ไข่ช่วยให้กระดูกและฟันของคุณแข็งแรงเพราะมีฟอสฟอรัส วิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสุขภาพกระดูก นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตของกระดูก และทำงานร่วมกับสารอาหารอื่นๆเพื่อช่วยในการส่งเสริมการมีกระดูกที่แข็งแรงและมีความหนาแน่นของกระดูกที่เหมาะสม

10. ล้างสิว
ไข่ขาวสามารถใช้ในการมาสก์หน้าเพื่อดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกจากผิว ช่วยกระชับผิว ลดขนาดรูขุมขน ช่วยรักษาสิวและรอยแผลเป็นจากสิวให้จางหายไป

ไขมันทรานส์ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ

เลิกโง่! คลอเรสเตอรอลไม่ได้เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

เมื่อไม่นานมานี้ Time นิตยสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับความจริงของคลอเรสเตอรอล และได้ออกมายอมรับว่าข้อมูลที่เผยแพร่ไว้ในอดีตนั้นไม่เป็นความจริงอีกต่อไป ทำให้สั่นสะเทือนไปทั้งวงการแพทย์ ซึ่งเดิมทีเราต่างรู้จักคลอเรสเตอรอลในทางที่ไม่ดีเป็นตัวทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง “แต่ความจริงแล้วคลอเรสเตอรอลที่เราทานเข้าไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลภายในร่างกายหรือเป็นต้นเหตุของโรคเหล่านั้นเลย” แถมยังมีประโยชน์มากอีกด้วย นั่นหมายความว่า พวกเราถูกทำให้เข้าใจผิดมาเป็นเวลามากกว่า 60 ปี !

คลอเรสเตอรอลคือไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่ง โดยธรรมชาติพบมากใน เนย น้ำมันมะพร้าว ตับและไข่ เป็นต้น ในสมัยก่อนหมอมักบอกว่า อย่าทานไข่เกินวันละ 2 ฟองซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับคลอเรสเตอรอลมากเกินทำให้เป็นโรคหัวใจได้ แต่ในปัจจุบันแพทย์กลับพบว่า ไขมันทรานส์ ต่างหากที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ไขมันทรานส์นั้นคือไขมันที่ผิดธรรมชาติถูกทำขึ้นมาผ่านกรรมวิธีของมนุษย์นั่นเอง มักพบอยู่ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ที่มีไขมันไม่อิ่มตัวโดยผ่านกรรมวิธีการเติมไฮโดรเจน เพื่อให้สามารถใช้ในการทอดได้ที่ความร้อนสูงๆได้ ทำให้เกิดสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายและส่งผลให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือด หัวใจ มะเร็ง อีกด้วย

สรุป
  • คลอเรสเตอรอลไม่ได้เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง เพราะฉะนั้นควรทานไข่นอกจากไม่มีผลกับระดับคลอเรสเตอรอลแล้วยังมีประโยชน์มากมาย
  • ถ้าจะทอดอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันพืช เพราะเราไม่รู้ว่าน้ำมันผ่านกรรมวิธีการเติมไฮโดรเจนมามากน้อยเพียงใด อาจทำให้เป็นโรคหัวใจและโรคอื่นๆได้

8 คุณประโยชน์ของคลอเรสเตอรอล
  • คลอเรสเตอรอลมีความสำคัญต่อการปรับสมดุลฮอร์โมนและการจัดการกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ฮอร์โมนเหล่านี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
  • คลอเรสเตอรอลเป็นสิ่งจำเป็นในการผลิตฮอร์โมนเพศ
  • คลอเรสเตอรอลต้องใช้คู่กับวิตามินดีสำหรับการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งกระดูก เส้นประสาท การเผาผลาญอาหาร กล้ามเนื้อ การผลิตอินซูลินและภูมิคุ้มกันที่ให้แข็งแรง
  • คลอเรสเตอรอลเป็นส่วนประกอบในการสร้างน้ำดีในตับ น้ำดีมีความสำคัญต่อกระบวนการย่อยอาหารและการดูดซึมของไขมัน
  • คลอเรสเตอรอลเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสียหายไปยังเนื้อเยื่อ
  • นมแม่อุดมไปด้วยคลอเรสเตอรอลคอเลสเตอรอล ทารกและเด็กต้องการคลอเรสเตอรอลที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตและพัฒนาสมอง ระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกัน
  • คลอเรสเตอรอลเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานของลำไส้และรักษาความสมบูรณ์ของผนังลำไส้ หากคอเลสเตอรอลต่ำอาจนำไปสู่​​โรคลำไส้รั่วและปัญหาทางเดินอาหาร
  • คลอเรสเตอรอลมีความสำคัญต่อการซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย นี่คือเหตุผลที่ระดับคอเลสเตอรอลธรรมชาติเพิ่มขึ้นเมื่อที่เรามีอายุสูงขึ้น มีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุมาก Dr. Meyer Texon MD ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้หญิงที่มีคลอเรสเตอรอลสูงที่สุดคือผู้หญิงที่มีอายุยืนยาวที่สุด”
อ้างอิงจาก
http://time.com/2863227/ending-the-war-on-fat/
http://www.thehealthyhomeeconomist.com/the-9-benefits-of-cholesterol-in-the-diet/

วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560

ห้องเรียนพิเศษGifted เด็ดหรือเดี้ยง

โดยหลักๆห้องเรียนพิเศษจะแบ่งเป็น 2 หลักสูตรคือ

หลักสูตรห้องเรียนพิเศษ วิทย์ - คณิต
หลักสูตรห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ

      ซึ่งทั้ง 2 หลักสูตรนี้ยังแบ่งย่อยๆออกไปอีก และอาจจะตั้งชื่อหลักสูตรแตกต่างกันไปแล้วแต่ละโรงเรียน ซึ่งมีดังนี้


Gifted

     เป็นห้องเรียนพิเศษ วิทย์ - คณิต และเป็นชื่อที่โรงเรียนส่วนใหญ่ใช้กัน หมายถึงห้องเรียนที่เน้นการเรียนวิทยาศษสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยจะมีเนื้อหาการเรียนที่เข้มข้น รวมถึงการเรียนในเนื้อหาที่เกินระดับชั้น (ที่ห้องเรียนปกติหรือห้องเรียนธรรมดาเรียนกัน) เช่นวิชาวิทยาศาสตร์นั้น จะแยกเนื้อหาออกเป็น วิชาฟิสิกส์ เคมีและชีวะวิทยา ซึ่งอาจจะมีเนื้อหาของระดับชั้น ม.ปลายรวมอยู่ด้วย และวิชาคณิตศาสตร์จะเน้นเนื้อหาที่เกินระดับชั้น และยากกว่าปกติ โดยชั่วโมงการเรียนของห้องเรียน Gifted นี้ จะมากกว่าห้องเรียนปกติด้วย

TEP

ห้องเรียน TEP หรือ Talent Education Program จริงๆแล้วก็คือห้องเรียน Gifted เพียงแต่เรียกชื่อแตกต่างออกไปสำหรับบางโรงเรียน และการเรียนก็เหมือนกันคือ เน้นไปที่การเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์

GATE

ห้องเรียน GATE หรือ Gifted and Talent Education Program เหมือนกับ ห้องเรียน Gifted และ TEP แต่เรียกแตกต่างออกไป และอาจจะมีความเข้มข้นของเนื้อหาแตกต่างกันบ้าง ซึ่งโรงเรียนที่มีห้องเรียน GATE นี้คือ โรงเรียนสวนกุหลาบ นั่นเอง

SMA
ห้องเรียน SMA หรือ Science Math Ability เป็นหลักสูตรแบบเดียวกันกับ Gifted , TEP และ GATE ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นห้องเรียนที่มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เท่าที่เคยได้ยินมาส่วนใหญ่ที่ใช้หลักสูตรนี้จะอยู่ทางภาคใต้เช่น โรงเรียนในหาดใหญ่

SME

ห้องเรียน SME หรือ Science Math English ดูชื่อก็รู้เลยว่าการเรียนการสอนจะเน้น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และมีภาษาอังกฤษด้วย โดยจะเหมือนกับห้องเรียน Gifted หรือ SMA แต่จะเพิ่มชั่วโมงเรียนวิชาภาษาอังกฤษด้วย

EP

ห้องเรียน EP (English Program) เป็นห้องเรียนที่เน้นภาษาอังกฤษ คือการเรียนการสอนทุกวิชาจะเป็นภาษาอังกฤาเกือบทั้งหมด คล้ายๆกับการเรียนโรงเรียน Inter เพียงแต่รายวิชาไม่เหมือนกัน และจะมีบางวิชาที่เรียนเป็นภาษาไทย เช่น วิชาภาษาไทย ,วิชาพละ ,วิชานาฎศิลป์ รวมถึงวิชาสังคมบางบทที่ต้องเรียนในเรื่องของกฏหมาย (ตรงนี้อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน)
MEP

ห้องเรียน MEP (Mini English Program) เป็นห้องเรียนที่เน้นการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษเหมือนกับห้องเรียน EP เพียงแต่ความเข้มข้นจะน้อยกว่า อาจจะมีหลายวิชาที่เรียนเป็นภาษาไทย

IEP

ห้องเรียนIEP  ในที่นี้คือ INTENSIVE ENGLISH PROGRAM ไม่ใช่ INDIVIDUALIZED EDUCATION PROGRAM คือห้องเรียนที่เน้นการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ และเรียนแบบ EP คือเรียนเกือบทุกวิชาเป็นภาษาอังกฤษ เหมือนกับการรวมกันของห้องเรียน Gifted กับ EP เข้าด้วยกัน เพียงแต่วิชา วิทย์ และคณิตนั้นเนื้อหาอาจไม่เข้มข้นเท่า ห้อง Gifted
การเรียนห้องเรียนพิเศษที่กล่าวมานี้ อาจมีบางโรงเรียนเรียกแตกต่างกันไปอีก และเนื้อหาการเรียนรวมถึงชั่วโมงเรียนอาจมากน้อยแตกต่างกันไปบ้าง แต่ที่เหมือนกันแน่ๆเลยคือ ค่าธรรมเนียมการเรียนที่เรียกเก็บเพิ่ม โรงเรียนบางแห่งอาจเพิ่มหลักพัน บางแห่งอาจเป็นหลักหมื่นและบางโรงเรียนอาจถึงหลายหมื่นบาทเลยก็ไดเ

การสอบเข้าห้องเรียนพิเศษ

ทุกโรงเรียนจะมีการสอบคัดเลือกในวันเดียวกัน เพื่อป้องกันการสมัครสอบทุกโรงเรียนและอาจจะมีการสละสิทธิ์ที่นั่งเรียนมากมายเมื่อสอบได้ ดังนั้นน้องๆและผู้ปกครองควรเลือกโรงเรียนที่จะสอบให้ดี ซึ่งเดี๋ยวนี้ทุกโรงเรียนจะมีการให้ทดลองสอบก่อนที่เรียกว่า Pre Gifted Test มาให้ลองสอบกันดู (วันเวลาสอบของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกัน) ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถคาดการณ์ผลการสอบได้ โดยการกำหนดวันสอบคัดเลือกเข้าเรียนห้องเรียนพิเศษ จะกำหนดสอบประมาณเดือนพฤศจิกายน หรือเดือนธันวาคม ซึ่งผู้ปกครองและนักเรียนที่ต้องการสมัครสอบคัดเลือกต้องติดตามข่าวการเปิดรับสมัครสอบให้ดี

ข้อสอบคัดเลือกเข้าห้องเรียนพิเศษ

แน่นอนว่าข้อสอบเข้าห้องเรียนพิเศษต้องยากกว่าเข้าห้องเรียนปกติอยู่แล้ว ถ้าเป็นห้องเรียนพิเศษ วิทย์ - คณิต ก็จะเน้น 2 วิชานี้ ถ้าเป็น English Program ก็จะเน้นภาษาอังกฤษ และที่สำคัญคือการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งบางโรงเรียนอาจมีการสอบสัมภาษณ์ผู้ปกครองด้วย และบางโรงเรียนอาจจะคัดกรองนักเรียนจากการสอบสัมภาษณ์โดยตัดนักเรียนที่สอบข้อเขียนผ่านออกเกินกว่าครึ่งก็เป็นได้



นักเรียนและผู้ปกครองที่คิดว่าจะสอบเข้าห้องเรียนพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรใดก็ตาม ก็คงจะต้องเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ เพราะว่าในปัจจุบันนี้ มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงทีเดียว ถ้าเป็นห้องเรียนพิเศษ วิทย์ - คณิต นั้นเนื้อหาที่เรียนแต่เฉพาะในโรงเรียนคงไม่พอแน่ ลองดูข้อสอบเข้า ม.1 ห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนแห่งหนึ่งดูเป็นตัวอย่าง (แบบไม่ยากมากเกินไป) กันครับ
adjective clause คือ กลุ่มคำที่ประกอบด้วย ตัวเชื่อม+ประธาน+กริยา ใช้ขยายคำนามในประโยค (clause ที่ทำหน้าที่เหมือน adj. ใช้ wh-word เป็นตัวเชื่อม)
หลักการใช้ 1. ต้องอยู่หลังคำนามเท่านั้น 2. ต้องประกอบด้วย Clause Marker เหล่านี้ who, whom, which, that, whose, when, why, where (wh-words นั่นเอง)
ข้อสังเกต จะเห็นว่า adj clause ใช้ตัวเชื่อมแบบเดียวกับ noun clause หน้าตา adj clause กับ noun clause เหมือนกันแบบแยกไม่ค่อยออก เล่นเอามึนได้ง่ายๆ ความแตกต่างของมันอยู่ตรงหน้าที่ในประโยค โดย adj. clause ขยายคำนาม จึงจะเกาะติดกับคำนาม ที่มันจะไปขยายเสมอ จะอยู่ตำแหน่งอื่นไม่ได้ ส่วน Noun clause ทำหน้าที่เหมือนเป็น noun จึงอยู่ได้หลายที่ในประโยค ใช้เหมือน noun ทั่วไป เป็นประธานหรือกรรมของบุพบทก็ได้
Ex. Britney Spears, whose popular song is "Baby One More Time", is my sister.
whose popular song is "Baby One More Time" เป็น adj. clause ขยายคำนาม คือ Britney Spears ที่วางอยู่ข้างหน้ามัน

เพิ่มเติม: วิธีเลือกตัวเชื่อม wh-words จ๊ะ
คำนาม
ตัวเชื่อม
ความหมาย
ตัวอย่าง
คน
who
คนซึ่ง (subj)
The man who came to see my father is doctor.
คน
(whom)
ตัวซึ่ง (obj)
The student whom you saw yesterday won a scholarship.
สัตว์สิ่งของ
which
ตัวสิ่ง, สิ่งซึ่ง
The river which flows through Bangkok is called the Chao Phraya River.
คน, สัตว์
(that)
สิ่งซึ่ง, ที่ซึ่ง, คนซึ่ง
The movie that we saw was fantastic.
แสดงความเป็นเจ้าของ
whose
ซึ่งเป็นเจ้าของ
We like reading the book which was written by A.Pornsiri.
สถานที่
where
ที่ซึ่ง
This is the school where I have studied.
เวลา
when
เมื่อ
A holiday is the day when I am free.
เหตุผล
why
เหตุที่ซึ่ง

แถม
– who, whom, which, that ตัวเชื่อมเพียง 4 ตัวเท่านั้น ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมของประโยคย่อย นอกเหนือจากนี้ จะเป็นตัวเชื่อมที่ทำหน้าที่เชื่อมประโยค 2 ประโยคเข้าด้วยกัน
– ตัวเชื่อมทั้ง 4 ตัวนี้ ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยคย่อมล่ะก็ เราจะทิ้งไปได้
วิธีสังเกต
ตัวเชื่อมนั้นเป็น Subject หรือกรรม Object ให้ดูจาก
 ตัวเชื่อม ถ้ามี Verb ตามมาทันที แสดงว่าตัวเชื่อมตัวนั้นทำหน้าที่เป็น Subject 
The girl who is talking is very pretty.
* คือ ตัวมันเองเป็นประธานของประโยคย่อย และยังขยายนามข้างหน้าในเวลาเดียวกัน
ถ้าหลังตัวเชื่อมมีประธานตามมาอีกตัว แสดงว่า ตัวเชื่อมตัวนั้นทำหน้าที่เป็น Obj. ของประโยค เราจะละทิ้งได้เลย 
That is the strange man (who) I told you about.